คนอ่านหนังสือ
Books,  Life,  Self-Improvement

-ทำไมคุณถึงเริ่มอ่านหนังสือ?-

เช้านี้ (ตี 5 นิดๆ) ขณะที่ไปยิมฝนก็เริ่มฟังหนังสือประวัติชีวิตของ Matthew McConaughey ชื่อ Greenlights (สำหรับคนที่ไม่รู้จักว่า Matthew McConaughey คือใคร เขาคือคนนั้นอ่ะค่ะ พระเอกในหนังเรื่อง Interstellar wink) และตอนนึงของหนังสือในขณะที่เขาเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ของการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในประเทศออสเตรเลียหลังจากที่เขาเรียนจบม.ปลายที่เมกา เขาต้องไปอยู่กับครอบครัวโฮสซึ่งอาศัยอยู่ในชนบท และเป็นครอบครัวที่ไม่ค่อยจะมีความปกติสักเท่าไหร่

Matthew บอกว่าประสบการณ์การมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนครั้งนี้เป็นการผลักดันให้เขาได้อยู่กับตัวเอง ได้ใช้เวลากับตัวเอง ได้คุยกับตัวเอง ได้ค้นหากับตัวเองมากขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านั้นตอนที่เขาอยู่ที่บ้านของตัวเองเขามีครอบครัว มีเพื่อน มีอิสระ แต่การต้องมาอยู่ในชนบทของออสเตรเลียไม่มีอะไรให้ทำ ไม่มีครอบครัวไม่มีเพื่อน เขาจึงจำเป็นต้องทำความรู้จักตัวเอง และเริ่มเขียนบันทึกมากขึ้น เขียนเพื่อตัวเอง

ในขณะที่ Matthew พูดถึงการเขียนบันทึกของเขาเพื่อเป็นหนทางในการเรียนรู้ตัวเอง ในการดูแลตัวเอง อยู่ๆฝนก็คิดถึงเส้นทางการเป็นนักอ่านของตัวเองขึ้นมา อาจจะเป็นเพราะว่ามีความคาบเกี่ยวกันของประสบการณ์เล็กน้อย ในขณะที่ Matthew ต้องใช้เวลา 1 ปีอยู่ในชนบทของออสเตรเลีย ฝนใช้เวลา 18 ปีอยู่ในชนบทของประเทศไทย ฝนรู้สึกว่าการเริ่มต้นการเป็นนักอ่านของตัวเอง เกิดมาจากการที่ฝนไม่มีตัวเลือกอืนๆในการสร้างความบันเทิงให้จิตใจมากนัก ฮ่าๆๆ

“She read books as one would breathe air, to fill up and live.” ― Annie Dillard

ประโยชน์ของการอ่านหนังสือ

หนังสือกับวัยเด็ก

จากอายุ 0-18 ปีฝนใช้ชีวิตในหมู่บ้านเล็กๆกลางหุบเขาในจังหวัดพังงา ชื่อว่า “หมู่บ้านปลายวา” (ชื่อน่ารักเชียว) เราไม่มีไฟฟ้าใช้ในหมู่บ้านจนกระทั่งฝนอยู่ประถมปลาย จำได้ว่าตอนเด็กๆฝนต้องอ่านหนังสือตอนกลางคืนโดยใช้ตะเกียงน้ำมัน และไปโรงเรียนในตอนเช้าด้วยขนจมูกดำๆจากควันน้ำมัน

และอย่างที่บอกว่าเราเป็นหมู่บ้านเล็กๆห่างไกลจากความบันเทิงต่างๆ เสาร์อาทิตย์ พ่อแม่ไม่ได้พาไปเดินห้าง พาไปสวนสนุก แต่พาไปช่วยทำงานในสวน พอฝนโตขึ้นมาอีกหน่อยแม่และพ่อซื้อเกมมาให้พวกเราเล่น (มันเรียกว่าอะไรนะ เกมที่ต้องต่อกับทีวีอ่ะ) แต่เนื่องจากฝนมีพี่ชาย 2 คนก็ไปแย่งเขาเล่นไม่ทัน พี่ชายเล่นจนทีวีหน้าจอเสียไปหนึ่งเครื่อง ส่วนฝนก็อ่านหนังสือของตัวเองต่อไป

ฝนอ่านทุกอย่างที่อยู่ในห้องสมุดของโรงเรียน เนื่องจากแถวบ้านไม่มีร้านหนังสือ และถึงแม้แถวบ้านจะมีร้านหนังสือฝนว่าฝนก็คงไม่จ่ายเงินเพื่อซื้อหนังสือ เพราะหนังสือค่อนข้างแพงสำหรับเด็กต่างจังหวัดลูกชาวสวนธรรมดาๆที่บ้านไม่ได้มีเงินมากมาย

หนึ่งในความทรงจำพิเศษเกี่ยวกับหนังสือและร้านหนังสือ (ร้านหนังสือจริงๆร้านแรกที่ฝนเคยเข้า) ก็คือตอนฝนอยู่ ม.6 และต้องอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้ามหาลัย ช่วงมัธยมฝนเข้าห้องสมุดบ่อยมากจนคุณครูให้ช่วยทำหน้าที่เป็นบรรณารักษ์ของห้องสมุด วันนึงคุณครูผู้ดูแลห้องสมุดก็ชวนฝนไปภูเก็ตเพื่อไปซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดของโรงเรียน ในตอนนั้นจังหวัดพังงายังไม่มีร้านหนังสือดีๆใหญ่ๆเลยซักร้านนึงค่ะ

เราเดินทางไปภูเก็ตในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ (จำไม่ได้และว่าวันไหน) ฝนยังจำความรู้สึกหัวใจพองโตตอนที่เข้าร้านหนังสือใหญ่ๆร้านแรกในชีวิตได้ คือแบบ มัน oh wow มากๆ และที่พิเศษไปกว่านั้น คุณครูบอกว่าฝนอยากอ่านหนังสือเล่มไหนก็สามารถเลือกใส่กองหนังสือที่เราจะซื้อเข้าห้องสมุดของโรงเรียนได้เลย ฝนอ่านเสร็จก็เอามาไว้ที่ห้องสมุด ลองนึกภาพเด็กที่ไม่เคยเข้าร้านหนังสือหรือซื้อหนังสือเอง และมีโอกาสเลือกหนังสืออะไรก็ได้แล้วจะมีคนออกเงินซื้อหนังสือนั้นๆให้ ถึงแม้ว่าฝนจะไม่ได้เก็บหนังสือไว้เป็นของตัวเอง แต่ความรู้สึกของการมีอิสระที่จะเลือกหนังสืออะไรก็ได้ที่ตัวเองอยากอ่านจากในร้านเป็นความรู้สึกที่พิเศษมาก

และเนื่องจากตอนนั้นฝนต้องเริ่มอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้ามหาลัย (คือมาเริ่มอ่านหนังสือเตรียมสอบตอน ม.6 ) ฮ่าๆๆ ฝนเลยเลือกหนังสือเตรียมสอบมาหลายเล่ม และเลือกวรรณกรรมเด็กหลายเล่มด้วยเช่นกัน

ในปัจจุบันฝนซื้อหนังสือเฉลี่ยอาทิตย์ละหนึ่งเล่ม ซื้อเป็นเล่มบ้างเป็นหนังสือเสียงบ้าง ฝนว่าฝนน่าจะเก็บกดมาจากการไม่มีโอกาสซื้อหนังสือเองในช่วง 18 ปีแรกของชีวิต ตอนเข้ามหาลัยก็ได้ซื้อหนังสือเองบ้าง แต่ก็คือไม่ได้หาเงินใช้เองไง ตอนนั้นขอเงินพ่อแม่ ก็ยังต้องใช้เงินแบบระมัดระวัง แต่ตอนนี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว หาเงินซื้อหนังสือเองได้ค้าาา

“Books are mirrors: you only see in them what you already have inside you.”
― Carlos Ruiz Zafón

หนังสือและคนพิเศษ

อีกหนึ่งความทรงจำพิเศษของฝนและหนังสือ ก็คือหนังสือเป็นตัวกลางให้ฝนได้เริ่มคุยกับอาร์ชี่ (ที่ตอนนี้เป็นสามีของฝนมาได้ 7 ปีและ) ฝนและอาร์ชี่บังเอิญพักที่เกสเฮาส์เดียวกันในเชียงใหม่ในปี 2011 และตามธรรมดาของนักท่องเที่ยว ก็จะ friendly เป็นพิเศษ เราก็เที่ยวกลุ่มเดียวกัน แต่ไม่เคยคุยกันจริงๆ แต่ก็ add กันและกันใน Facebook จนกระทั่งวันนึงที่ฝนสังเกตเห็นว่าอาร์ชี่อ่านหนังสือ First They Killed My Father ซึ่งเป็นหนังสือที่ฝนชอบในตอนนั้น ฝนก็เลยทักนางไปในเฟสว่าอ่านหนังสือเล่มนั้นด้วยเหรอ คิดว่าไงบ้าง จากนั้นเราก็คุยกันในเฟสกันยาวไปหลายเดือน หลักๆก็คุยเรื่องหนังสือและบทความดีๆที่เราอ่านเจอออนไลน์ คุยกันเรื่อยจนเปลี่ยนสถานะการเพื่อนมาเป็นแฟน ฮิ้วๆๆ (แซวตัวเองก็ได้แฮะ)

“Books are the quietest and most constant of friends; they are the most accessible and wisest of counselors, and the most patient of teachers.”
― Charles W. Eliot

หนังสือและช่วงเวลาที่ต้องการคำตอบ

นอกจากฝนจะอ่านหนังสือเพื่อความบันเทิงแล้ว ทุกครั้งที่ฝนเกิดคำถามสำคัญๆเกี่ยวกับชีวิต หรืออยู่ในช่วงที่จิตใจกำลังต้องการที่ยึดเหนี่ยว ฝนก็จะหันหน้าเข้าหนังสือ อ่านไปเรื่อยๆ อ่านหนังสือทุกรูปแบบ บางครั้งคำตอบสำคัญๆ บทเรียนสำคัญๆบางอย่างก็แฝงอยู่ในนิยายสำหรับวัยรุ่น บางครั้งก็อยู่ในหนังสือปรัชญา บางครั้งก็อยู่ในการ์ตูนญี่ปุ่น บางครั้งก็อยู่ในประวัติชีวิตของผู้อื่น

มองย้อนกลับไปจากตอนนี้ก็รู้สึกขอบคุณในความมีตัวเลือกที่เล็กน้อยในการสร้างความบันเทิงให้จิตใจในช่วงวัยเด็กของตัวเอง ที่ทำให้นิสัยการอ่านเป็นอะไรที่ติดตัวฝนมาถึงตอนนี้ ในปัจจุบันถึงแม้ฝนจะมีตัวเลือกในการบันเทิงตัวเองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการดู Netflix การดูทีวี ออกไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์ เล่นเกม ที่บ้านมีทั้ง PlayStation และ Nintendo Switch การอ่านหนังสือยังคงเป็นกิจกรรมที่ฝนใช้เวลาด้วยมากที่สุดนอกเหนือจากการทำงาน ฝนและสามีดู Netflix ด้วยกันอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งในวันเสาร์ อาทิตย์ เพื่อเป็นกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ นอกนั้นฝนแทบจะไม่ได้เปิดทีวีเลย หนังสือยังคงเป็นตัวเลือกแรกที่ฝนอยากใช้เวลาว่างด้วยเสมอ

ฝนเชื่อว่านักอ่านทุกคนมีประสบการณ์และจุดเริ่มต้นของการเป็นนักอ่านที่แตกต่างกัน และเชื่อว่าประสบการณ์ของหลายๆคนน่าจะน่าสนใจกว่าของฝนมาก ฮ่าๆๆ หากมีโอกาสลองมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นหรือประสบการณ์เกี่ยวกับหนังสือของคุณได้นะคะ

“We read books to find out who we are. What other people, real or imaginary, do and think and feel… is an essential guide to our understanding of what we ourselves are and may become.”
― Ursula K. LeGuin

(โอเค ประโยคที่ Matthew พูดสั้นๆ 2-3 นาทีในหนังสือของเขาสร้างแรงบันดาลใจให้ฝนเขียนบทความขนาด 2 หน้า A4 ออกมา น่าสนใจ ฮ่าๆๆ)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *