รีวิวหนังสือ When Breath Becomes Air
Books

รีวิวหนังสือ When Breath Becomes Air “เมื่อลมหายใจกลายเป็นอากาศ”

หนังสือเล่มนี้ฝนอ่านช่วงกลางปีที่แล้วในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ก่อนจะเขียนรีวิวนี้ฝนเลยลองหาข้อมูลดูว่ามีคนเอามาแปลเป็นภาษาไทยหรือยัง เลยเจอว่าได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้วโดยคุณโตมร ศุขปรีชา มีชื่อเป็นภาษาไทยว่า “เมื่อลมหายใจกลายเป็นอากาศ” เวลาเจอว่าหนังสือที่ตัวเองชอบแล้วรู้สึกว่าน่าจะมีให้คนไทยได้อ่านในเวอร์ชั่นภาษาไทยได้รับการแปลแล้วก็จะรู้สึกดี

โดยปกติฝนเป็นคนชอบอ่านหนังสือประเภทชีวประวัติอยู่แล้วและหนังสือเล่มนี้น่าจะติดอยู่ใน Top 5 ของหนังสือชีวประวัติที่ฝนชอบมากที่สุด

ซึ่งน่าจะมาจาก 2 ปัจจัยหลักด้วยกัน

  1. เป็นบันทึกของบุคคลผู้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเขาในการหาคำตอบให้กับคำถามที่ฝนเองก็สนใจมากเช่นกัน นั่นคือ อะไรคือความหมายของการมีชีวิตอยู่ อะไรทำให้การมีการมีชีวิตอยู่มีความหมาย
  2. เป็นบันทึกของบุคคลผู้รู้ว่าเวลาชีวิตของตัวเองนั้นจำกัดจริงๆ ฝนชอบอ่านหนังสือประเภทนี้เพราะรู้สึกได้ว่า คนเราหลายๆคนเมื่อตระหนักรู้ได้ว่าความตายนั้นใกล้ตัวเองมากก็จะสามารถกลั่นประสบการณ์ชีวิตของตนเองออกมาได้ดี และมีมุมมองที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่มีความหมายในชีวิต คนที่ตระหนักได้ว่าเวลาของตัวเองเหลือน้อยแล้วก็มักจะเลิกกังวลเกี่ยวกับเรื่องภายนอกหลายๆอย่างที่จริงๆแล้วไม่ได้จำเป็นอะไรกับชีวิตของเรามาก อย่างที่เราหลายๆคงยังคงใช้พลังงานของตัวเองกังวลเกี่ยวกับพวกมันอยู่

หนังสือเล่มนี้ทำให้ฝนร้องไห้ตอนที่ฝนอ่าน และในขณะที่กำลังเขียนรีวิวชิ้นนี้ฝนก็กลับไปอ่านข้อความบางข้อความจากหนังสือ ถ้อยคำเหล่านั้นก็ยังคงทำให้ฝนน้ำตาปริ่มได้อีกครั้ง นี่เป็นการรีวิวจากความทรงจำของหนังสือที่ฝนอ่านไปค่อนข้างนานแล้ว ต่อไปเมื่อฝนอ่านหนังสือเล่มนี้อีกครั้งฝนน่าจะได้ประเด็นอื่นๆที่ฝนได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นและกลับมาเขียนเพิ่มเติมในรีวิวอีกครั้ง

When Breath Becomes Air เป็นบันทึกของ Paul Kalanithi (พอล กาลนิธิ) ประสาทศัลยแพทย์ผู้ได้รับการวินิจฉัยว่าตัวเองเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 ในขณะที่เขาอายุ 36 ปี บันทึกของเขาก็จะพูดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของชีวิตและความตาย หมอและคนไข้ ครอบครัวและการทำงาน เหตุผลและความศรัทธา

  • ในฐานะของนักเรียนในขณะที่เขากำลังเรียนวรรณกรรมภาษาอังกฤษและชีวมนุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เขาบอกว่าแรงผลักดันในการเรียนของเขาในตอนนั้นไม่ใช่ความสำเร็จหรือแผนอาชีพที่เขาจะทำในอนาคตแต่เขาเรียนรู้เพราะเขาอยากจะเข้าใจจริงๆว่า อะไรที่ทำให้ชีวิตของมนุษย์มีความหมาย
  • ในฐานะแพทย์พอลบอกว่าหน้าที่ของเขาไม่ใช่แค่การช่วยชีวิตเพราะในที่สุดแล้วทุกคนต้องตายอยู่ดี แต่เขาให้ความสำคัญกับการช่วยให้คนไข้ของเขาและครอบครัวเข้าใจเกี่ยวกับความตายและความเจ็บป่วยที่คนไข้มี เพราะในกรณีที่การผ่าตัดไม่สามารถช่วยคนไข้ได้อีกต่อไป เครื่องมือที่สำคัญของแพทย์คือคำพูด พูดยังไงให้เขาช่วยนำพาคนไข้และครอบครัวไปสู่การตัดสินใจหรือการยอมรับเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีที่สุด
  • ในฐานะของคู่ชีวิต พอลและภรรยาก็มีช่วงที่มีปัญหาชีวิตคู่ก่อนที่พอลจะได้รับการวินิจฉัยว่าตัวเองเป็นมะเร็ง หลังจากที่ที่เขารู้แล้วว่าตัวเองเป็นมะเร็งทั้งคู่ก็กลับมาใกล้ชิดอีกครั้ง พอลและภรรยาลูซี่ตัดสินใจมีลูกด้วยกันถึงแม้ขณะนั้นอาการป่วยของเขาค่อนข้างที่จะรุนแรงแล้ว ถือเป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่ายเลย นี่ก็เป็นตอนนึงของหนังสือที่ฝนชอบ เป็นบทสนทนาของพอลและภรรยาเมื่อภรรยาของเขากังวลว่าการมีลูกอาจจะมารบกวนการใช้เวลาร่วมกันของเขาและเธอ และมันจะยิ่งทำให้ลำบากใจมากขึ้นเมื่อเวลาที่เขาต้องจากไปมาถึง แต่พวกเขาทั้งคู่ก็มีความเห็นเดียวกันว่า ชีวิตินั้นไม่ใช่การพยายามหลีกหนีความเจ็บปวดหรือความทุกข์ใจ บางครั้งคนเราก็ยอมที่จะเจ็บปวดหากความเจ็บปวดทุกข์ใจนั้นแรกมาด้วยบางสิ่งบางอย่างที่มีความหมาย

“Will having a newborn distract from the time we have together?” she asked. “Don’t you think saying goodbye to your child will make your death more painful?”
“Wouldn’t it be great if it did?” I said. Lucy and I both felt that life wasn’t about avoiding suffering.”

ในฐานะของมนุษย์คนนึงที่ความตายกำลังมาเยือน พอลบอกว่าเขาตระหนักได้ว่าการที่เขารู้ว่าเวลาชีวิตของเขาเหลือไม่เยอะแล้วนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงทุกๆอย่างและในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยเพราะก่อนที่เขาจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งนั้น เขารู้อยู่แล้วว่าวันนึงเขาต้องตายแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ หลังจากวินิจฉัยเขาก็รู้ว่าเขากำลังจะตายแต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกัน

I would have to learn to live in a different way, seeing death as an imposing itinerant visitor but knowing that even if I’m dying, until I actually die, I am still living.

ในบทสุดท้ายของหนังสือเขียนโดยลูซี่ภรรยาของพอลหลังจากที่พอลเสียชีวิตไปแล้ว เธอก็แชร์ประสบการณ์ของเธอในฐานะของภรรยาผู้ต้องใช้ชีวิตอยู่กับคู่ชีวิตที่กำลังจะจากไป ในฐานะของแม่ของเด็กผู้ชายตัวน้อยๆที่กำลังจะกลายเป็นเด็กกำพร้าพ่อ

หากคุณผู้อ่านชอบหนังสือ The Last Lecture และ Tuesdays with Morrie ฝนรับรองว่าคุณจะชอบหนังสือเล่มนี้มากเช่นกันค่ะ

หรือหากใครอ่านแล้วก็สามารถมาแชร์ประสบการณ์หรือความรู้สึกที่ตัวเองมีหลังการอ่านได้นะคะ

อ่านแล้วคุณได้ย้อนกลับมาถามตัวเองหรือเปล่าว่า อะไรทำให้การมีชีวิตอยู่ของคุณมีความหมาย?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *