ตาเบบูญ่า
Life

ใต้ต้นตาเบบูญ่า

“The fear of death follows from the fear of life. A man who lives fully is prepared to die at any time.” -Mark Twain

วันหยุดช่วงคริสมาสต์ปีที่เพิ่งผ่านมา พ่อของ Arcihe และแม่เลี้ยงได้มาเที่ยวเชียงใหม่และพักอยู่กับเราเป็นเวลา 2 อาทิตย์กว่าๆ Archie และฝนเรียกพ่อของ Archie ว่า Daddio แทนที่จะเรียกว่า Daddy ฮ่าๆๆ ระหว่างมื้ออาหารเย็นมื้อนึง ฝนก็จำไม่ได้แล้วว่าเราคุยเรื่องอะไรกัน ก่อนที่ Daddio จะบอกว่า เมื่อท่านเสียชีวิตให้เราเอาเถ้ากระดูกของท่านไปลอยที่ Historic Shipwreck Protected Zone –HMVS Cerberus ที่ Melbourne

Melbourne เป็นบ้านเกิดของ Daddio แต่ช่วงครึ่งชีวิตหลังของท่าน ท่านใช้เวลาอยู่นอกประเทศออสเตรเลียเป็นเสียส่วนใหญ่ ฝนกับ Archie ก็รับปากท่านไปว่าเราจะทำตามที่ท่านบอก และบอกท่านว่าท่านควรจะบอกลูกๆคนอื่นๆด้วย

หลังจากนั้นฝนกับ Archie ก็ไม่ได้คุยกันถึงเรื่องนี้อีกเลย จนกระทั่งคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ระหว่างที่นั่งทานอาหารเย็นกันที่ ร้าน The Coffee Club ตรงกันข้ามกับประตูท่าแพ ซึ่งเป็นร้านที่ฝนกับอาร์ชี่มาทานอาหารเย็นประมาณอาทิตย์ละ 1 ครั้ง มักจะเป็นคืนวันศุกร์, เสาร์ หรือ อาทิตย์ แต่เราจะไม่ค่อยเข้าไปในตัวเมืองเก่าในช่วงวันปกติ เพราะกว่าจะไปถึง กินข้าว เสร็จกลับมาถึงบ้านก็มักจะเลยเวลา 2 ทุ่มแล้ว และปกติ Archie และฝนมี project ส่วนตัวที่เราทำหลังเลิกงาน เราจึงพยายามไม่เที่ยวเล่นหลังเลิกงานมากเท่าไหร่

ฝนและ Archie ชอบนั่งโต๊ะด้านนอกมุมสุดของร้าน ซึ่งอยู่ใกล้ประตูท่าแพมากที่สุด และมองผู้คนที่เดินผ่านไป ผ่านมา อาหารของ The Coffee Club ก็งั้นๆ ราคาค่อนข้างแพงคือหาอาหารที่ดีกว่า ราคาถูกกว่าในเชียงใหม่ได้เยอะแยะ แต่ Archie ชอบไปร้านนี้เพราะต้นกำเนิดของร้านอยู่ที่ Brisbane ซึ่งเป็นเมืองที่ Archie และน้องชายของเขาใช้เวลาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ และปัจจุบันน้องชายของเขาก็ยังอยู่ที่นั่น Archie คงมีความชาตินิยมนิดๆ ฮ่าๆๆ

ระหว่างที่กำลังรออาหาร ฝนก็นั่งดื่มไวน์ของฝนไป Archie ก็ดื่มช็อคโกแลตปั่นของเขาไป ปกติฝนกับ Archie ชอบอ่านหนังสือของใครของมันระหว่างที่รออาหาร แต่เรามักจะถามกันและกันก่อนเสมอว่ามีอะไรที่อยากจะคุยมั้ย อยากเล่าอะไรให้ฟังมั้ย ถ้าต่างคนต่างไม่มี (ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นกรณีนี้) เราก็จะหันหน้าเข้าหนังสือของตัวเองกัน แต่มื้อนี้เป็นมื้อที่เรารู้สึกว่าอยากคุยเรื่องทั่วไปสัพเพเหระกัน ก็คุยกันเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึง topic ที่ว่าเราจะย้ายไปอยู่เมืองไหนดีในตอนที่เราย้ายกลับไปอยู่ที่ออสเตรเลียในอนาคต เราก็ไล่เปิดแผนที่ในมือถือดูกัน แล้วฝนก็นึกถึงเรื่องที่ Daddio พูดถึงขึ้นมาได้ เลยให้ Archie เลื่อนแผนที่ไปที่ Historic Shipwreck Protected Zone –HMVS Cerberus ให้ดูหน่อย เขาก็เลื่อนไปให้ดู หลังจากนั้นฝนก็นึกขึ้นมาได้ว่า ฝนไม่เคยถาม Archie ว่าถ้าเกิดนางเสียชีวิตไปก่อนฝนนางอยากให้ฝนทำยังไงกับร่างกายของนาง ฝนก็เลยถามออกไป นางก็บอกว่านางไม่อยากโดนเผา นางไม่ชอบไอเดียของการที่ร่างกายของนางโดนเผา นางอยากให้ฝังร่างของนางไปในหีบศพที่สามารถย่อยสลายได้ นางชอบไอเดียที่ร่างกายของนางย่อยสลายกลับไปรวมกับผืนดินอีกครั้ง

“หืมมมมมม ดีนะนี่ ที่ฝนได้ถามเธอตอนนี้ ไม่อย่างนั้น ฝนก็คงจะเผา Archie ตามที่ชาวพุทธเราทำเป็นปกติในประเทศไทย”

ฝนบอกนาง

จากนั้นนางเลยถามฝนกลับว่าฝนอยากให้ครอบครัวทำยังไงให้ร่างกายของฝน

“จริงๆแล้วฝนก็แคร์หรอกว่าใครจะทำยังไงกับร่างกายของฝน คือตายไปแล้วไง คนที่เหลืออยากทำอะไรกับร่างกายของเราก็ทำได้ ตามที่เขาสบายใจ” ฝนพูดออกไป จากนั้นก็คิดต่ออีกหน่อย

“แต่จริงๆแล้ว หรือว่าถ้าเราบอกเอาไว้ว่าเราอยากให้เขาทำอะไรกับร่างกายของเราจะเป็นสิ่งที่ดีต่อคนที่อยู่ข้างหลัง ?

เพราะในขณะที่เขาเสียใจกับการจากไปของเรา เขาก็ยังจะได้รู้สึกว่าเขาได้เราอะไรบางสิ่งบางอย่างให้เรา?”

ฝนไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ฝนคิดมันถูกต้องหรือ make sense หรือเปล่า จากนั้นฝนก็เลยคิดต่อซักพักว่า ถ้าตัวเองตายไปก่อน Archie แล้วฝนอายากให้ Archie ทำยังไงกลับร่างกายของฝน ฝนกำลังคิดเรื่องจะบริจาคร่างกายของตัวเอง

แต่ถ้าตายจากอุบัติเหตุขึ้นมาญาติๆก็ต้องจัดการกับร่างกายฝนเองอยู่ดี

หลังจากคิดซักพักฝนก็ได้คำตอบ

“ฝังกระดูกฉันไว้ที่ใต้ต้นดอกไม้สวยๆ” ฝนบอกนางไป

“โอเค รับทราบ” นางบอก

“ต้นอะไรก็ได้เหรอ” นางถาม

จริงๆแล้วฝนชอบดอกไม้ทุกชนิด แต่ถ้าให้เลือกมาต้นเดียว ต้นที่ฝนมีความผูกพันด้วยมากที่สุด

“ฝังฉันไว้ใต้ต้นตาเบบูญ่า” ฝนบอก

ตาเบบูญ่า

Archie ไม่รู้จักต้นตาเบบูญ่า ฝนจึงต้อง Google ให้นางดูรูป ต้นตาเบบูญ่าเป็นดอกไม้ประจำโรงเรียนของฝนในขณะที่ฝนเรียนอยู่ในชั้นมัธยมเป็นเวลา 6 ปี เป็นต้นไม้ที่ฝนมองออกจากห้องเรียนออกไปเห็นทุกๆวันที่ฝนไปโรงเรียน และเมื่อเดือนมีนาคมมาถึง ก็เป็นช่วงเวลาที่ต้นตาเบบูญ่าที่โรงเรียนออกดอกสีชมพูบานสะพรั่งไปทั่ว เป็นช่วงเวลาที่บอกว่าถึงเวลาต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบแล้ว เป็นช่วงเวลาของจากลาของพี่ๆม.6 ที่ต้องไปเรียนต่อที่อื่น ของเพื่อนๆ ม. 3 ที่ย้ายไปเรียนโรงเรียนในเมืองใหญ่ๆที่ดีกว่า

พอเข้ามาเรียนที่จุฬา ฝนก็มาเจอกับต้นตาเบบูญ่าอีก 4 ปี ตอนนี้ย้ายมาอยู่ในบ้านหลังแรกของฝนและ Archie เราก็มีต้นตาเบบูญ่าอยู่ข้างถนนของข้างของหมู่บ้านที่เราอยู่ จึงทำให้ฝนรู้สึกว่าถ้าฉันต้องเลือกดอกไม้มาแค่หนึ่งเดียว ฝนก็คงเลือกตาเบบูญ่า

“ถ้าฉันโชคดี ฉันคงได้ตายก่อนเธอ” Archie บอก

“ฉันก็อยากให้ Archie ตายก่อนฉันเหมือนกัน” ฝนตอบนาง

เราไม่ได้พูดเล่น และ Archie ก็เข้าใจว่าทำไมฝนถึงเข้าใจว่านางไม่อยากให้ฝนตายก่อน….

“The trouble is, you think you have time.”

― Jack Kornfield, Buddha’s Little Instruction Book

ฝนเชื่ออยู่เสมอว่าเราสามารถตายได้ทุกเวลา ในทุกๆวันถึงแม้ว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังแค่ไหนก็ตาม

ในสองสามปีที่ผ่านมา คนรอบๆตัวที่ฝนรู้จักห่างๆก็เสียชีวิตอย่างกระทันหันกันหลายคน

จากอุบัติเหตุบ้าง จากอยู่ๆหัวใจก็ล้มเหลวบ้าง

ไม่มีใครอายุน้อยเกินไปที่จะเสียชีวิต

การตระหนักได้ว่าเราสามารถจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ก็ได้เป็นอีกหนึ่งเหตุผลนึงไม่ฝนไม่เสียเวลาและพลังงานชีวิตของตัวเอง ไปถือเคืองโกรธหรืออาฆาตแค้นใคร (โกรธในที่นี้หมายถึงโกรธแบบจริงๆ ไม่รวมการโมโหคนขับรถคนอื่นเวลาที่อยู่บนท้องถนนนะคะ :p)

ฝนใต้ต้นตาเบบูญ่า
ฝนใต้ต้นตาเบบูญ่า
(พ.ศ. 2551)

ฝนมักจะเตือนตัวเองเสมอถึงสิ่งที่ตัวเองพูดกับคนใกล้ตัวว่า ต้องไม่ใช่เป็นคำพูดที่ถ้ามันกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฝนได้พูดกับคนคนนั้นแล้วมันจะเป็นประโยคที่ฝนจะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต

คือปกติฝนก็ไม่ได้พูดว่ากล่าวใครแรงๆอยู่แล้ว แต่คำพูดที่ฝนมักจะมารู้สึกผิดอยู่เสมอหลังจากพูดไปแล้ว ก็คือพวกคำพูดหยอกล้อต่างๆนาๆ ที่บางทีเราก็พูดออกไปเพราะคิดน้อย พูดไปเพราะเราเห็นว่าตลก แต่เราลืมคิดถึงความรู้สึกของคนฟัง และฝน ผู้ซึ่งโตมากับคำหยอกล้อพวกนี้ ผู้ซึ่งน่าจะเข้าใจได้ดีว่ามันส่งผลกระทบทางจิตใจอย่างไรสำหรับผู้ฟัง

ฝนผู้โตมาพร้อมกับ “น้องดำ” “หน้าตาหน้าเกลียด” “ไอ้หน้าสิว” ” แก้วหน้าม้า” “ไอ้เหยิน” “เดี๋ยวมันก็หนีตามผู้ชายเหมือนแม่มัน”

คือตอนนี้ฝนเป็นผู้ใหญ่แล้วคำพวกนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับความเชื่อมั่นในตัวเองของฝน แต่ในขณะที่ฝนยังเป็นเด็กนั้นคำพวกนี้ ทำร้ายจิตใจของเด็กผู้หญิงบ้านๆคนนึงมาก

ฝนจึงมักเตือนตัวเองเสมอในช่วงปีหลังๆที่ผ่านมาให้ระวังคำหยอกล้อของตัวเองให้มากขึ้น

ชีวิตของเรามีคนรอบตัวที่เราคบหาและรู้จักจริงๆอยู่แค่น้อยนิด เมื่อเทียบกับจำนวนคนที่มากมายบนโลกใบนี้

ดังนั้นการถนอมน้ำใจของคนเหล่านี้ ที่เรามีโอกาสไปเป็นส่วนนึงของชีวิตเขา และเขามีโอกาสมาเป็นส่วนนึงของชีวิตของเราจึงสำคัญมากสำหรับฝน และความรู้สึกนี้ของฝนจะเข้มข้นมากเมื่อฝนกำลังท่องเที่ยวและอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ฝนมักจะนึกถึงเพื่อนๆ คนรู้จักและครอบครัวและรู้สึกว่าโชคดีที่ได้เป็นส่วนนึงของชีวิตของกันและกัน

กลับมาที่ต้นตาเบบูญ่าอีกครั้ง หลังจากที่ฝนและ Archie เข้าใจความต้องการของกันและกันแล้ว

ฝนจึงคิดขึ้นมาได้ว่าฝนน่าจะเขียน blog แล้วให้ญาติๆได้อ่าน ในกรณีที่ฝนและ Archie เสียชีวิตพร้อมกัน

คนข้างหลังจะได้เข้าใจเหมือนกัน

……………

Enjoy living na ka (^_____^)

…….จนกว่าเราจะเจอกันใต้ต้นตาเบบูญ่าค่ะ…….

Image credit: Priyantha de Alwis

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *