รีวิวหนังสือ Tuesdays with morrie
Books

รีวิวหนังสือ Tuesdays with Morrie (วันอังคารแห่งความทรงจำกับครูมอร์รี)

Tuesdays with Morrie (วันอังคารแห่งความทรงจำกับครูมอร์รี) เป็นหนึ่งในหนังสือที่ฝนอ่านซ้ำมากที่สุด และเป็นหนังสือที่ฝนซื้อหลายครั้งที่สุดด้วย ทำไมต้องซื้อหลายครั้งหน่ะเหรอคะ? เพราะฝนซื้อแล้วชอบให้คนอื่นต่อ หรือไม่ก็ให้เพื่อนยืมแล้วตั้งใจไม่ขอคืน ฮ่าๆๆ

ฝนอ่าน Tuesdays with Morrie ครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนที่เรียนป.ตรีอยู่ และพยายามฝึกภาษาอังกฤษของตัวเองผ่านการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ จำได้ว่าตอนนั้นเวลาอ่านนิยายภาษาอังกฤษบางเล่ม อ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง มีศัพท์ที่ไม่รู้จักเยอะแยะมากมาย แต่ฝนอ่านแบบไม่ค่อยเปิดอ่านความหมายของศัพท์ใหม่ อ่านเอาความเข้าใจบริบทกว้างๆของนิยายเอา ถ้าศัพท์คำไหนเจอบ่อยๆแล้วไม่รู้จักจึงค่อยเปิดดิคหาความหมาย ตอนเจอหนังสือ Tuesdays with Morrie ที่ร้านหนังสือ AsiaBooks ที่สยามก็ลองเปิดอ่านคร่าวๆ เห็นว่าภาษาอังกฤษที่ใช้เขียนอ่านง่ายไม่ซับซ้อน หนังสือเล่มเล็ก และเป็นประวัติชีวิตของคนคนนึงที่น่าสนใจ ก็เลยตัดสินใจซื้อ

พออ่านจบครั้งแรก จำได้ว่า Tuesdays with Morrie ได้กลายเป็นหนังสือที่ฝนชอบมากที่สุดอยู่พักใหญ่ๆ และชอบแนะนำให้คนอื่นอ่าน ตอนเดินทางไปแบคแพคคนเดียวที่จีนที่พกหนังสือเล่มนี้ไป (และให้คนอื่นที่เจอระหว่างการเดินทางไป ฮ่าๆๆ) จากนั้นกลับมาไทยก็มาซื้อใหม่อีกรอบ และขอสารภาพว่าตอนนี้ที่บ้านไม่มีหนังสือเล่มนี้อยู่ แต่ในบางครั้งที่ฝนนึกถึงหนังสือเล่มนี้ฝนก็จะไปเปิดอ่านคำคมออนไลน์จากหนังสือเล่มนี้เอา หรือไม่ก็อ่านคำคมที่ฝนชอบและโพสในบล็อกของตัวเองเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน

อย่างที่ชื่อของหนังสือบอก หนังสือเล่มนี้เป็นบทสนทนาของผู้เขียน Mitch Albom และอาจารย์สอนวิชาสังคมวิทยาสมัยที่เขาเรียนมหาวิทยาลัยอาจารย์ Morrie อาจารย์ป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอแอลเอส (ALS ) ที่ทำให้การทำงานของร่างกายของเขาค่อยๆเสื่อมลงเรื่อยๆ และก่อนที่จะจากไป อาจารย์ก็ได้ตกลงทำโปรเจคร่วมกับ Mitch Albom ลูกศิษท์ของเขา โดยการใช้เวลาในทุกๆวันอังคารถ่ายทอดเรื่องราวที่อาจารย์ได้เรียนรู้ในการใช้ชีวิตของท่าน โดยในแต่ละวันอังคารก็จะธีมหรือหัวข้อที่อาจารย์และคุณ Mitch จะพูดถึงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกสงสารตัวเอง ความรู้สึกผิดหวัง ความตาย ครอบครัว อารมณ์ เงิน ความรัก การแต่งงาน วัฒนธรรม การให้อภัย และหัวข้ออื่นๆ

วันนี้ฝนขอเอา 11 ข้อคิดที่ตัวเองได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้มาฝากนะคะ

1. ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้บ้างก็ได้

อาจารย์ Morrie บอกว่าท่านอนุญาตให้ตัวเองได้ร้องไห้เมื่อรู้สึกเสียใจ ร้องไห้ให้เสร็จแล้วก็มองเห็นสิ่งดีๆอื่นๆที่ยังคงมีอยู่ในชีวิต ในบางครั้งเราอาจจะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่าอะไรก็แย่ไปหมด เหนื่อยกับการใช้ชีวิต ลองปล่อยให้ตัวเองได้ร้องไห้ ได้รู้สึกเสียใจกับสถานการณ์ที่ตัวเองต้องเผชิญอยู่ จากนั้นก็ค่อยๆลองใช้เวลาพิจารณาถึงสิ่งดีๆเล็กๆน้อยๆที่ตัวเองยังมีอยู่ในชีวิตดู ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

2. ลองหยุดและถามตัวเองดูว่า อะไรคือสิ่งที่มีค่าในชีวิตกันแน่

เราอยู่ในสังคมที่เราโดนปลูกฝังค่านิยมบางอย่างและพวกเราหลายๆคนก็เดินตามไป ทำตามไปจนไม่ได้หยุดถามตัวเองว่า ชีวิตมันมีแค่นี้จริงๆเหรอ นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการทั้งหมดในการมีชีวิตเหรอ สังคมเราปลูกฝังให้เราเชื่อว่า เป็นเด็กต้องขยันเรียนหนังสือได้เกรดดีๆ เรียนต่อมหาวิทยาลัย จบมามีงานทำที่ดี ซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่งงาน มีลูก คนที่มีทุกๆสิ่งในลิสต์ที่สังคมตั้งไว้คือคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่า เราหลายๆคนเดินตามค่านิยมที่เป็นที่ยอมรับในสังคมจนลืมหยุดที่จะถามตัวเองว่า ชีวิตมันมีแค่นี้จริงๆเหรอ เราควรหยุดแล้วลองพิจารณาชีวิตใหม่ดีมั้ย

3. ตระหนักได้ว่าวันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิต

ความเชื่อที่ว่าวันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตอาจจะดูเป็นนามธรรมสำหรับบางคน แต่การระลึกอยู่เสมอว่าวันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเรา จะทำให้เราได้มีโอกาสทบทวนสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ ได้ถามตัวเองว่าตัวเองเป็นคนที่ตัวเองอยากเป็นมั้ย ตัวเองได้ทำอะไรที่อยากจะทำหรือยัง สิ่งที่ตัวเองกำลังใช้เวลาชีวิตของตัวเองในตอนนี้ไปกับมันอย่างมากนั้น จริงๆแล้วมันสำคัญจริงๆหรือเปล่า ตัวเองได้ใช้เวลาดูแลจิตวิญญาณของตัวเองบ้างมั้ย

4. ยอมรับในทุกๆอารมณ์และความรู้สึกที่เข้ามา

ในหลายๆครั้งเราเลือกที่จะไม่ทำบางสิ่งบางอย่างเพราะเรากลัวว่าต่อไปเราอาจจะรู้สึกเสียใจ บางคนไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองตกหลุมรักใครซักคนอย่างจริงจัง เพราะกลัวว่าตัวเองจะต้องอกหัก แทนที่จะพยายามปกป้องตัวเองจากความรู้สึกที่เราไม่อยากมี ลองปล่อยให้ตัวเองได้โอบรับทุกๆอารมณ์และความรู้สึกที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นความเศร้าเสียใจ ความกลัว ความเจ็บปวด ความผิดหวัง ลองให้โอกาสตัวเองได้มีประสบการณ์กับความรู้สึกในหลายๆรูปแบบ เพราะเมื่อเราได้ยอมรับให้พวกเขาเข้ามา รู้ว่าอารมณ์และความรู้สึกแต่ละอย่างเป็นยังไง เราก็จะปล่อยวางพวกเขาได้ง่ายมากขึ้น

5. การแก่ตัวลงไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว

หลายๆคนรู้สึกไม่อยากมีอายุที่มากขึ้น ไม่อยากให้ตัวเองแก่ขึ้น แต่จริงๆแล้วการมีอายุมากขึ้น แก่ขึ้นไม่ใช่แค่เกี่ยวกับว่าเราเข้าใกล้ความตายมากขึ้น หรือร่างกายของเราเหี่ยวยานขึ้น ร่างกายของเราทำงานได้ไม่ดีเท่าตอนหนุ่มสาว การแก่ตัวของเรายังหมายถึงการที่เราได้มีโอกาสเติบโตมากขึ้น เราได้เรียนรู้มากขึ้นในช่วงเวลาที่เราได้ใช้ชีวิตที่ผ่านมา หลายๆคนค้นพบว่าอะไรกันแน่คือสิ่งที่มีความหมายในชีวิต สิ่งที่เราไม่รู้ในขณะที่เรายังเป็นหนุ่มสาวอยู่ ฝนชอบการแก่ตัวขึ้นของตัวเองในทุกๆปี เพราะรู้สึกว่าตัวเองรู้อะไรที่ัตัวเองไม่ได้รู้ในปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะเริ่มมีผมขาวมากขึ้น ยิ้มแล้วตีนกาเพิ่มมากขึ้น แต่ก็เป็นความรู้สึกที่ดี

6. เราพยายามใช้สิ่งของมาทดแทนความรักที่หายไปอยู่หรือเปล่า?

เราอยู่ในสังคมที่ปลูกฝังให้เราเชื่อว่าการเป็นเจ้าของครอบครองสิ่งของที่มากกว่าคือสิ่งที่ดีกว่า คนที่มีเงินมากกว่า มีอสังหาริมทรัพย์มากกว่า คือคนที่ประสบความสำเร็จกว่า คนที่มีมากอยู่แล้วก็ควรจะมีมากขึ้นไปอีก เราอาจจะต้องย้อนถามตัวเองว่า เราต้องการสิ่งต่างๆมากขึ้นเพื่ออะไร เราพยายามใช้สิ่งของมาเติมเต็มช่องว่างของความรักที่หายไปหรือเปล่า เราใช้สิ่งของและอำนาจที่ได้มามาเพื่อเพิ่มความเติมเต็มความรู้สึกบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไปหรือเปล่า การมีเงิน มีบ้าน มีความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่ดีตราบใดที่เราไม่ได้ใช้พวกมันมาเป็นปัจจัยหลักในการมีความสุขในชีวิต เพราะจริงๆแล้วเมื่อชีวิตเดินมาถึงปลายทาง สิ่งที่สำคัญคือความรัก และความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนรอบตัวของเรา สิ่งที่เราได้สร้างและเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น

7. ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยสิ่งที่มีตัวเองมีอยู่

เราแต่ละคนมีคุณค่าในตัวเอง เราสามารถเป็นส่วนที่ทำให้สังคมดีขึ้น สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วยสิ่งที่มีตัวเองมีอยู่ การให้หรือช่วยเหลือผู้อื่นไม่ได้หมายถึงแค่การบริจาคเงินและสิ่งของ เราสามารถให้เวลาของตัวเอง ให้ความใส่ใจห่วงใย ให้เรื่องราวของตัวเองเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยสกิลที่ตัวเองมี มีหนทางมากมายที่เราจะสามารถเป็นผู้ให้ได้ รวมไปถึงความทุ่มเทในหน้าที่การงานที่เราทำ เพราะงานทุกๆงานมีประโยชน์และความสำคัญ การทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทำด้วยความรักและความอยากเห็นสิ่งดีๆเกิดขึ้นกับผู้อื่นก็จะช่วยทำให้เรารู้สึกมีความหมายและคุณค่ามากขึ้น

8. การมีสิ่งที่เราให้คุณค่าเหมือนๆกันนั้นสำคัญต่อการใช้ชีวิตคู่

ชีวิตคู่ของแต่ละคนนั้นต่างกัน เราแต่ละคู่ต่างก็มีเรื่องราวเป็นของตัวเอง แต่ก็มีกฎบางข้อที่หากคุณไม่มีในการใช้ชีวิตคู่ของคุณแล้ว จะทำให้การใช้ชีวิตร่วมกันอาจจะไม่มีความสุขหรือราบรื่น กฎการใช้ชีวิตคู่ที่สำคัญที่ก็คือ เราต้องเคารพซี่งกันและกัน ต้องรู้จักประนีประนอม สื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมาในทุกๆเรื่อง และที่สำคัญมากก็คือคู่ชีวิตของเราควรมีสิ่งที่ให้คุณค่าในชีวิตบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนกันกับเรา เพราะหากสิ่งที่เราให้คุณค่าต่างกัน ความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้นเสมอ

9. เลือกสิ่งที่ตัวเองให้คุณค่าด้วยตัวเอง

หากบางสิ่งบางอย่างในบรรทัดฐานของสังคม ดูไม่ make sense สำหรับเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องไปเดินตามเส้นทางนั้น เราสามารถสร้างวัฒนธรรมย่อยๆของตัวเองได้ แต่นั่นไม่ได้หมายถึงเราไม่เคารพกฎการอยู่ร่วมกันพื้นฐานในสังคม เช่น การปฏิบัติตามกฎจราจร และอะไรอื่นๆเล็กๆน้อยๆประเภทนี้ แต่สำหรับสิ่งที่สำคัญเช่น สิ่งที่เราให้คุณค่าในชีวิต สิ่งที่เราให้ความหมาย เราต้องเลือกสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวของเราเอง อย่าปล่อยให้สังคมหรือผู้อื่นมาบอกว่าคุณควรใช้ชีวิตยังไงหรือให้ความสำคัญกับอะไร

10. จงให้อภัยตัวเองและผู้อื่น

นอกจากการให้อภัยแก่ผู้อื่นแล้ว เรายังคงต้องให้อภัยตัวเองด้วยเช่นกัน ให้อภัยตัวเองในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ ให้อภัยตัวเองในสิ่งที่ตัวเองทำพลาดไป สร้างความสันติกับตัวเองและผู้อื่นในขณะนี้ ในวันนี้ อย่ารอ อย่างที่อาจารย์ Morrie บอกว่าไม่ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีเหมือนเขาที่เป็นโรคที่ร่างกายค่อยๆเสื่อมเรื่อยๆแต่ยังมีเวลาให้ได้ทำอะไรหลายๆอย่าง รู้ว่าความตายของตัวเองค่อยๆเข้ามา หลายๆคนต้องจากไปแบบกระทันหัน แบบไม่มีเวลาให้ตั้งตัวและทำใจ เพราะฉะนั้นอย่ารอที่จะให้อภัยทั้งตัวเองและผู้อื่น

11. ความรักจะอยู่ในความทรงจำตลอดไป

ไม่มีใครอยากเห็นคนที่ตัวเองรักจากไปอย่างไม่มีวันกลับมา แต่ตราบใดที่ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราให้ความรักแก่กันและกัน ทำดีต่อกันและกันไว้ ในวันนึงเมื่อเราหรือคนที่เรารักต้องจากไป ความทรงจำดีๆต่างๆจะยังคงอยู่ในจิตใจของคนที่อยู่ข้างหลังตลอดไป เราจะจากไปในขณะเดียวกันก็ยังคงอยู่ ความทรงจำดีๆบางอย่างอาจจะช่วยเป็นพลังในคนที่อยู่ข้างหลังได้มีความเข้มแข็งและกำลังใจในการเดินต่อไป เป็นอ้อมกอดเมื่อพวกเขาเหนื่อยล้า เพราะฉะนั้นขณะที่ยังมีกันและกันอยู่ จงให้ความรักแก่กันและกัน สร้างความทรงจำดีๆให้กันและกัน
“Death ends a life, not a relationship.”

ในทุกๆครั้งที่ฝนได้อ่านหนังสือฝนมักจะรู้สึกขอบคุณนักเขียนเสมอไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิยายหรือหนังสือทั่วไป โดยเฉพาะหนังสือประวัติชีวิตที่ทำให้ฝนได้มีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตของผู้อื่นและสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตของเขามาทั้งชีวิต การศึกษาบทเรียนชีวิตของผู้อื่นทำให้ฝนได้ย้อนกลับมาถามตัวเองบ่อยๆว่า ตัวเองมีความสุขกับการใช้ชีวิตของตัวเองในตอนนี้หรือเปล่า ได้กำลังทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำมั้ย ได้เป็นคนอย่างที่ตัวเองอยากเป็นมั้ย ถ้าตัวเองต้องจากไปตอนนี้มีอะไรที่ตัวเองเสียใจที่ไม่ได้ทำหรือเปล่า?

หากคุณกำลังมองหาหนังสือที่อ่านแล้วให้คุณรู้สึกอยากกลับมาย้อนถามเกี่ยวกับใช้ชีวิตของตัวเองในปัจจุบัน ฝนแนะนำ Tuesdays with Morrie ค่ะ 11 ข้อคิดที่กล่าวข้างต้นคือสิ่งที่ฝนได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ จริงๆมีอีกหลายข้อแต่ขอย่อๆมาเขียนแค่นี้ค่ะ หากคุณผู้อ่าน ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วมีข้อคิดข้อไหนที่ตัวเองชื่นชอบเป็นพิเศษ ลองเอามาแชร์กันได้นะคะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *