เจ เค โรว์ลิ่ง
Commencement Speech

สุนทรพจน์ของเจ.เค.โรว์ลิ่ง @ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด 2008

It is impossible to live without failing at something, unless you live so cautiously that you might as well not have lived at all – in which case, you fail by default.

นอกจากการอ่านหนังสือประวัติชีวิตของบุคคลที่น่าสนใจแล้วสิ่งหนึ่งที่ฝนชอบทำก็คือ การฟังสุนทรพจน์ที่กล่าวตอนงานรับปริญญา (Commencement Speech) ของคนดัง ( หรือบางครั้งก็ไม่ดัง) ที่ฝนคิดว่าน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น เจ. เค. โรว์ลิง, โอปราห์ วินฟรีย์, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก, บิล เกตส์, บารัค โอบามา และคนอื่นๆ เพราะฝนรู้สึกว่าพวกเขาได้กลั่นกรองสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นบทเรียนชีวิตที่สำคัญที่พวกเขาอยากถ่ายถอดให้แก่เหล่านักศึกษาที่กำลังจะออกจากรั้วมหาวิทยาลัย ไปเจอกับการใช้ชีวิตในอีกรูปแบบนึง หรือบทเรียนที่พวกเขารู้สึกว่าตัวเองน่าจะได้รู้ในตอนที่พวกเขากำลังจบการศึกษา

ฝนจึงถือโอกาสสร้างซีรีส์ของบทความที่เป็นบทเรียนที่ฝนได้เรียนรู้จากการฟังคำสุนทรพจน์ที่ฝนชอบ โดยเริ่มบทความแรกด้วยสุนทรพจน์ของ เจ. เค. โรว์ลิง ซึ่งกล่าวที่งานจบการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 2008 ฝนน่าจะฟังสุนทรพจน์นี้เกิน 10 ครั้งแล้วใน 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยหลายๆเหตุผลด้วยกัน และหนึ่งในเหตุผลนั่นก็คือ ฝนชอบฟังสำเนียงภาษาอังกฤษแบบบริทิช ฮ่าๆๆ ฟังแล้วรู้สึกเพลินดี สุนทรพจน์ของเจ.เค.โรว์ลิ่งครั้งนี้ได้การเป็นที่ชื่นชอบของคนจำนวนมาก โดยเธอได้พูดในธีมของประโยชน์ของความล้มเหลวและความสำคัญของจินตนาการ ด้านล่างนี้คือข้อคิดที่ฝนได้จากการฟังสุนทรพจน์ของเธอ

9 ข้อคิดที่ฝนได้เรียนรู้จากสุนทรพจน์ของ เจ. เค. โรว์ลิง

1. ความล้มเหลวเป็นเรื่องธรรมดา เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ชีวิตของคุณจะไม่เจอกับความล้มเหลวเลย นอกเสียจากว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังกับความล้มเหลวมากเสียจนคูณไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ซึ่งนั่นก็หมายถึงคุณได้ล้มเหลวในการใช้ชีวิตอยู่ดี

2. ความล้มเหลวทำให้เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ

เจ. เค. โรว์ลิง กล่าวว่าสำหรับเธอนั้น ความล้มเหลวช่วยขจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นที่ไม่สำคัญออกไปจากชีวิตของเธอ ในขณะที่ชีวิตของเธอล้มเหลวที่สุด ยากจนที่สุด อยู่ที่จุดต่ำสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (สำหรับเธอ) เธอก็ตระหนักได้ว่า “ความล้มเหลว” สิ่งที่เธอกลัวที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว และเธอก็ยังคงมีชีวิตอยู่ มีลูกสาว มีเครื่องพิมพ์ดีดเก่าๆที่เธอยังใช้เขียนนิยายของเธอได้อยู่ เธอก็ใช้ความล้มเหลวของตัวเองเป็นหลักในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง เป็นจุดตั้งต้นในการทำสิ่งที่เธออยากทำจริงๆ ด้วยพลังทั้งหมดที่เธอมีอยู่ เธอไม่จำเป็นต้องเสแสร้งเป็นคนอื่นที่เธอไม่ใช่

3. ความล้มเหลวทำให้คุณรู้ว่าใครคือเพื่อนแท้จริงๆ

ในขณะที่คุณอยู่ที่จุดที่ตกต่ำของชีวิต ข้อดีข้อนึงก็คือ คุณจะได้รู้ว่าคนรอบตัวของคุณใครคือคนที่รักและแคร์คุณจริงๆ ใครที่ยังจะคอยช่วยเหลือและให้กำลังใจคุณ ใครที่ยังคงเป็นเพื่อนกับคุณถึงแม้ว่าคุณจะยากจนและล้มเหลว

4. ความล้มเหลวทำให้เราเข้มแข็งขึ้นฉลาดขึ้น

สำหรับหลายๆคน ความล้มเหลวช่วยให้พวกเขาได้ค้นพบกับศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง และกลายเป็นคนที่เข้มแข็งขั้นฉลาดมากขึ้น หลังจากประสบการณ์ความล้มเหลวที่เขาได้ผ่านพ้นมา

5. จงนิยามความล้มเหลวด้วยตัวของคุณเอง

เราอยู่ในสังคมที่พยายามสร้างค่านิยมบางอย่างให้เราเชื่อตาม หากเราไม่ได้ใช้ชีวิตตามค่านิยมที่สังคมตั้งไว้ ถือว่าเราล้มเหลว สังคมได้ตั้งบรรทัดฐานเอาไว้ว่าความล้มเหลวคืออะไร หากชีวิตของคุณอยู่ในจุดนั้นถือว่าคุณล้มเหลวต่อการใช้ชีวิตนะ เราต้องตระหนักให้ได้ว่า เราสามารถตั้งเกณฑ์ความล้มเหลวของตัวเองโดยไม่ยึดตามสิ่งที่สังคมตั้งไว้ได้ หากคุณอยู่ในช่วงอายุที่คนรอบตัวคุณคิดว่าคุณควรแต่งงานมีครอบครัวมีลูก มีบ้าน มีรถ มีงานเงินเดือนเยอะๆ แต่คุณไม่มีสิ่งเหล่านั้น ในขณะเดียวกันคุณมีความสุขกับสิ่งที่คุณกำลังทำ ใช้ชีวิตแบบไม่เบียดเบียนผู้อื่น แม้ว่าคนรอบตัวอาจจะมองว่าชีวิตของคุณล้มเหลว แต่หากนั่นไม่ใช่เกณฑ์ความล้มเหลวของคุณ คุณก็ไม่ได้ล้มเหลวในการใช้ชีวิตแต่อย่างใด

6. ความสุขไม่ใช่ลิสต์ของความสำเร็จที่คุณมี

ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จทางหน้าที่การงาน หรือชื่อเสียง ลาภยศที่คุณได้มา CV ของคุณ ตำแหน่งงานของคุณไม่ใช่ชีวิตของคุณ ชีวิตมันซับซ้อนมากกว่านั้น เป็นหน้าที่ของคุณที่ต้องถามตัวคุณเองว่าจริงๆแล้วความสุขในชีวิตของคุณคืออะไร

7. ความสามารถในการจิตนาการทำให้เราเข้าใจผู้อื่นได้มากขึ้น

คุณลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ก็คือ ความสามารถในการจินตนาการของเรา ซึ่งความสามารถนี้นอกเหนือจะช่วยให้เราสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีที่สำคัญต่างๆขึ้นมาได้มากมายแล้ว ยังสามารถช่วยให้เราสามารถจิตนาการถึงความรู้สึก และประสบการณ์ของผู้อื่นซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ต่างๆที่เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งได้ ทำให้เราสามารถที่จะเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนที่อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากกว่าเราได้
และความเห็นอกเห็นใจนี้ก็เป็นแรงผลักดันให้เราหลายๆคนลงมือทำสิ่งต่างๆเพื่อคนชีวิตของผู้อื่น

8. การเพิกเฉยก็เหมือนการสมรู้ร่วมคิด

การที่เราเห็นผู้อื่นโดนทำร้าย อยู่ในเหตุการณ์ที่ไม่ยุติธรรมแล้วเราไม่พยายามทำอะไรเลยเพื่อช่วยเหลือ เพิกเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้น อยู่ในความสะดวกสบายของตัวเอง ความเพิกเฉยกับความไม่ยุติธรรมความโหดร้ายที่เกิดขึ้น ก็เหมือนเราเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นกันเดียว

9. จงใช้สถานะ ใช้สิทธิ์ใช้เสียงที่คุณมีในการช่วยเหลือคนที่ไร้โอกาสกว่าคุณ

หากคุณอยู่ในสถานะในตำแหน่งที่สามารถทำอะไรเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้ จงใช้ความสามารถ ใช้สิทธิ์ใช้เสียงของคุณช่วยเป็นกล่องเสียงให้คนที่ไม่มีสิทธิ์เหล่านั้น ใช้ความสามารถ ความฉลาดของคุณในการช่วยเหลือผู้คนที่ไร้โอกาส เราไม่จำเป็นต้องใช้เวทมนย์วิเศษในการช่วยให้โลกนี้ดีขึ้น พวกคุณแต่ละคนมีพลังเหล่านั้นอยู่ในตัวของคุณแล้ว พลังที่จะช่วยเปลี่ยนให้โลกให้สังคมเป็นที่ที่ดีขึ้น

เจ. เค. โรว์ลิง ทิ้งทายคำสุนทรพจน์ของเธอด้วยคำคมจาก Seneca ที่กล่าวไว้ว่าชีวิตก็เหมือนนิทานเรื่องเล่าสิ่งที่สำคัญคือเราใช้ชีวิตได้ดีแค่ไหน ไม่ใช่เราใช้ชีวิตได้นานเท่าไหร่

As is a tale, so is life: not how long it is, but how good it is, is what matters.

อ่านจบแล้วคุณอาจจะลองถามตัวเองดูเบาๆได้นะคะว่า

  • ตอนนี้คุณกำลังใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากเพราะกลัวที่จะล้มเหลวอยู่หรือเปล่า
  • ความล้มเหลวในนิยามของตัวคุณเองคืออะไร
  • และตัวคุณขณะนี้ ในที่ที่คุณอยู่ ในสิ่งที่คุณเป็นจะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นที่มีกำลังยากลำบากอยู่ได้ยังไงบ้าง

มาแชร์คำตอบของตัวเองกันได้นะคะ 🙂

คุณสามารถฟังสุนทรพจน์ฉบับเต็มได้ในโพสของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดด้านล่างนี้เลยค่ะ
https://news.harvard.edu/gazette/story/2008/06/text-of-j-k-rowling-speech/

เครดิตภาพ: news.harvard.edu

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *