Life

2018 Life Reflection

“Life can only be understood backwards, but it must be lived forwards.”- Søren Kierkegaard มารักษาธรรมเนียมของตัวเองหน่อย ปกติฝนจะใช้เวลาทบทวนชีวิตในแต่ละปีของตัวเอง ผ่านการเขียนไดอารี่บ้าง blog บ้าง post status ใน Facebook บ้าง ปีนี้ก็ขอมาทบทวนชีวิตของตัวเองในหนึ่งปีที่ผ่านมาอีกครั้ง ถ้ามองโดยรวมๆทั้งปีก็ไม่ได้มีเหตุการณ์หลักๆสำคัญๆอะไรมากมายเกิดขึ้นกับชีวิตของฝน แต่จะเป็นการค่อยๆเติบโตเล็กๆน้อยๆในแต่ละประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาเสียมากกว่า ปีที่แล้วเขียนสรุปไว้เป็นข้อกว้างๆ 7 ข้อ: การท่องเที่ยว, การงาน, การเรียน, สุขภาพ, สิ่งแวดล้อมรอบตัวเอง, การเรียนรู้ และ ประสบการณ์ใหม่ๆ ปีนี้ขอแบ่งเป็นด้านกว้างๆตามสิ่งที่ฝนให้ความสำคัญก็แล้วกัน “Wherever you go, go with all your heart.” – Confucius

5. การท่องเที่ยว

ธีมของการท่องเที่ยวของฝนในปีนี้ก็จะคล้ายๆกับของปีที่แล้วอีกเช่นเคยคือเน้นการท่องเที่ยวที่ได้ใช้เวลากับครอบครัวหรือเพื่อนๆ ต้นปีได้มีโอกาสใช้เวลา 2-3 วัน เที่ยวไปจ๊ะจ๋าและแหม่มๆ กลางปีหน่อยๆพาพ่อไปเที่ยวฮอกไกโดกับอาร์ชี่ จากนั้นก็ trip กลับพังงาสั้นๆ 2-3 วัน ค่อนปีหลังมีทริปไปเที่ยว western australia เพื่อไปเยี่ยมแม่ของอาร์ชี่และร่วมวันเกิดของน้องสาวของอาร์ชี่ จากนั้นก็มี trip ไป Hanoi กับเพื่อนๆและครอบครัวของอาร์ชี่ และทริปสุดท้ายของปีซึ่งเป็นทริปที่เป็นแบบเพื่อตัวเองจริงๆ ก็คือทริปมาไทเปตอนช่วงวันหยุดปีใหม่ จริงๆไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต้องไปเที่ยวไหนช่วงปีใหม่ แต่เห็นว่าตั๋วมาไทเปถูก และสามารถแลก points ของบัตรเครดิตเพื่อได้ตั๋วไปกลับฟรีให้ฝนและอาร์ชี่ได้ ก็เลยเอาสักหน่อยและกัน ลักษณะการเที่ยวของเราก็แตกต่างไปจากเมื่อก่อน (อาจจะเป็นเพราะเริ่มแก่แล้ว?) เมื่อก่อนเวลาไปเที่ยวไหนฝนจะอยากเห็นโน่น นี่ นั่น อ่านข้อมูลก่อนไปเที่ยวเยอะมาก แต่เดี๋ยวนี้จะเน้นแค่ว่า เลือกพักใน area ที่น่าสนใจ เน้นเที่ยวแบบช้าๆ ไม่จำเป็นต้องเห็นโน่นนี่นั่นมากมาย แต่จะเน้น relax เดินวนไปวนมาเข้าตรอกซอกซอยเล็กๆของสถานที่ที่ตัวเองไปเยี่ยมเยือนมากกว่า เน้นการกินอาหาร local และเดิน (เยอะมาก) เพื่อสังเกตุวิถีชีวิตของคนในสถานที่นั้นๆ ปี 2019 ก็คงจะยังเน้นการเที่ยวเพื่อให้ได้ใช้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้นอีกเหมือนกัน “Learning without reflection is a waste. Reflection without learning is dangerous.“ – Confucius

4. การเรียนรู้

เรียนรู้ผ่านการอ่าน ปีนี้ฝนอ่านหนังสือจบไป 26 เล่ม ตอนต้นปีตั้งใจว่าอย่างน้อยต้องอ่านให้ได้เดือนละ 2 เล่มถือว่าทำได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจ เกือบทั้งหมดเป็น fiction และมีที่เริ่มอ่านแล้วแต่อ่านไม่จบสักประมาณ 10 กว่าเล่ม อ่านนิยายจีนที่แปลออนไลน์บ้าง อ่าน manga บ้าง แต่ขอไม่กล่าวถึงสองหมวดหมู่นี้ในโพสสรุปหนังสือที่อ่านที่กำลังจะเขียน เดี๋ยวคนรู้หมดว่าอ่านแนวไหน อิอิ ในส่วนของหนังสือ fiction ฝนอ่านแบบเป็น paperback บ้างเป็น audiobook บ้าง หลังๆมานี่ชอบฟัง audiobook เพราะฟังได้ในระหว่างที่ทำกิจกรรมอย่างอื่นไปด้วย เช่นล้างจาน ทำอาหาร เดินไปกินข้าวกลางวัน ก่อนนอน หลายๆคนอาจจะคิดว่าการอ่าน fiction ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไร แต่สำหรับฝนนั้นฝนเชื่อว่าเราสามารถเรียนรู้บางสิ่งบางได้จากหนังสือทุกเล่มค่ะ ปี 2019 ก็จะพยายามอ่านหนังสือให้ได้อย่างน้อย 2 เล่มต่อเดือนเช่นกันค่ะ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของตัวเองและของคนรอบตัวในปีนี้ (1) Don’t chase the money. เชื่อว่าสิ่งนี้คือคำพูดที่ใครๆก็รู้จัก ปกติฝนและอาร์ชี่ก็ไม่ได้ทำงานขายวิญญาณเพื่อเงินอยู่แล้ว เรามักจะทำอะไรที่เราชอบทำตามใจทำ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เงินมากมายอะไรมาก แต่ก็เพียงพอที่จะมี lifestyle แบบที่เราชอบ เพื่อนๆของอาร์ชี่ก็ชอบบอกให้นางกลับไปทำงานที่ออส หางานให้เสร็จเรียบร้อยเพื่อที่อาร์ชี่จะได้มีเงินเยอะๆเหมือนพวกนาง แต่อาร์ชี่ก็ยังคงอยู่ไทยเพราะนางบอกว่าฝนคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนาง (หืมมมมมมม) นางจะอยู่ในที่ที่ฝนอยู่ และฝนก็ยังไปไหนไม่ได้เพราะเรียนไม่จบ (ซักที) และฝนก็ดูชอบที่ทำงานในบริษัทของตัวเอง นางก็โอเคกับงานที่นางทำอยู่ตอนนี้ และก็เพื่อนกลุ่มเดียวกันนี่แหละ คนที่พยายาม convince ให้อาร์ชี่ไปทำงานกับพวกนาง ก็เริ่มมีปัญหาครอบครัวบ้าง ต้องเริ่มไปเจอจิตแพทย์บ้าง เริ่มถามข้อมูลอาร์ชี่เพราะอยากย้ายมาอยู่ไทยด้วยบ้าง คือไม่ได้จะบอกว่าเงินไม่ดี มีเงินเยอะๆอ่ะดีออก แต่แค่ได้เรียนรู้จากคนใกล้ตัวว่า มีเงินเยอะไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้น หาเงินได้เยอะๆอ่ะดี ตราบใดที่ไม่ได้ lose focus ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญในชีวิตของตัวเองกันแน่ (2)โลกสวยไปก็เป็นดาบสองคมนาจา ตอนฝนเด็กๆแม่ชอบเตือนว่า อย่าไว้ใจใครไปเรื่อยเปื่อย อย่าใจดีเกินไป ฝนก็มักจะฟังไว้แล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติตามหรอก จนกระทั่งปีนี้ได้มีโอกาสเจอประสบการณ์ของความอันตรายของการโลกสวยเกินไปอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก คือปกติฝนและอาร์ชี่ก็จะหวังดีกับคนใกล้ตัวอยู่ตลอดเวลา ฝนมีความเชื่อว่าความดีของตัวเองจะเป็นกรอบป้องกันอันตรายให้ตัวเอง ตราบใดที่เราใช้ชีวิตโดยที่ไม่ได้ไปเบียดเบียนผู้อื่น ในขณะที่เราต้องตัดสินใจสิ่งที่น่าจะเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดของปีนี้ เราก็ทำตามแบบที่เราเคยทำของเรา ก็คือหวังดีอยากให้สิ่งดีๆกับคนใกล้ตัวเรา จนกระทั่งได้มาเรียนรู้ว่ามุมมองของการที่เรามองเขา และเขามองเราไม่เหมือนกัน เราอยากให้สิ่งดีๆกับเขา ในขณะที่เขาเกลียดเรา นินทาว่าร้ายเราลับหลัง คือตอนที่ได้รู้เรื่องนี้จากมุมของคนอื่นๆอีกหลายๆมุม ก็ต้องยอมรับว่าฝนก็แอบตกใจมากอยู่เหมือนกัน เวลาเล่าให้อาร์ชี่ฟัง นางก็จะบอกว่าคนที่ร้ายๆนี่แหละเราต้องให้ kindness กับเขามากกว่าคนปกติ โดยปกติแล้วฝนก็มักเห็นใจคนที่คิด negative มักว่ากล่าวคนอื่น ชอบดราม่า คือฝนคิดว่าคนที่เขาร้ายๆนี่เขาน่าสงสารนะ เพราะการที่ต้องใช้พลังงานไปกับอารมณ์และความรู้สึกลบๆอยู่ตลอดเวลาน่าจะเหนื่อยน่าดู เวลาพูดเชิงนี้ให้แหม่มฟังมักจะโดนถามกลับมาให้คิดว่า “แกคิดว่าแกควรจะให้สิ่งดีๆกับคนที่เขาจะส่งมอบสิ่งดีๆไปให้คนอื่นต่อม่ะ” และฝนก็ยังคงจะยังถามตัวเองกับคำถามนี้เป็นบางครั้งบางคราในปี 2019 “It is not enough to be busy, so are the ants. The question is: What are we busy about?” – Henry David Thoreau

3. การทำงาน

ในส่วนของการทำงานปีนี้ก็ถือว่าเติบโตจากปีที่แล้วหน่อยนึง ค่อยๆปรับเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างของที่ทำงานให้เป็น professional มากขึ้น 6 ปีก่อนตอนที่ฝนตั้งบริษัทตัวเองก็เป็นแค่เด็กจบใหม่ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานในบริษัทใดๆมาก่อนเลย ตั้งบริษัทขึ้นมาแบบไม่ได้มีความรู้อะไร เน้นว่าขยันทำงาน ทำงานกันหนักมาก ทั้งฝน แหม่ม และอาร์ชี่ ลูกค้าของเราทั้งหมดก็มาจากการบอกต่อๆกันของลูกค้าบ้างคนรู้จักบ้าง คือทำงาน marketing ให้คนอื่นในขณะที่ตัวเองไม่ได้มีโอกาสได้ทำ marketing ให้ตัวเองเลย ปีนี้เลยตัดสินใจว่า เราควรตั้งฐานใหม่ถ้าเราต้องการที่จะโต ฝนจึงจดทะเบียบริษัทใหม่ เปลี่ยนหุ้นส่วนในบริษัทใหม่ และได้โอกาสดีมีแหม่มมาร่วมด้วย คือจริงๆแหม่มก็ทำงานให้บริษัทเหมือนเป็นบริษัทของตัวเองมาตั้งแต่ไหนแต่ไรมาหลายปีแล้ว เราตัดสินใจ rebrand บริษัทและลงทุนจ้างคนทำเว็บไซต์ของตัวเองที่ดู professional หน่อย (new website is coming soon) เว็บเดิมของ AndamanSEO คือฝนทำเองไปงั้นๆง่อยๆไม่ได้ใส่ใจเพราะถือว่าไม่ได้เน้นหาลูกค้าเอง การทำงานก็เน้นทำงานให้ใช้เวลาน้อยลง บริษัทเราให้เวลาพนักงานทำงานน้อยพนักงานเอกชนปกติทั่วไปวันละ 1 ชั่วโมงอยู่แล้ว แต่ปกติฝนและอาร์ชี่ก็มักจะทำงานต่อกันเองที่บ้านหลังเลิกงานกันบ้าง เสาร์ อาทิตย์ก็มีทำงานบ้าง ตอนย้ายมาอยู่เชียงใหม่แรกๆฝน แหม่ม และอาร์ชี่ทำงานกันมากกว่าวันละ 10 ชั่วโมงกันบ่อยมาก ปีนี้ฝนและอาร์ชี่เน้นว่า (หลักๆอาร์ชี่เป็นคนนำ) ไม่ต้องทำงานหนักมากแต่เวลาทำงานให้ทำอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการพักผ่อนและได้ทำกิจกรรมยามว่างอื่นๆนั้นสำคัญเช่นกัน เวลาทำงานอยู่ก็ต้อง aware ว่าเราใช้เวลาไปกับ task ไหนมากเกินความจำเป็นหรือเปล่า ต้องมีสติรู้ตัวตลอดในขณะที่ทำงาน บางครั้งเวลาที่ฝนรู้สึกว่าอยากทำงานล่วงเวลาก็ต้องถามตัวเองว่า มันจำเป็นแค่ไหน ต้องทำให้เสร็จภายในวันนั้นมั้ย มันจำเป็นมากกว่าการได้ใช้ qaulity time หลังเลิกงานกับอาร์ชี่มั้ย โดยสรุปๆคือเราเน้น don’t work hard but work smart มากขึ้น และจะพยายามทำให้ดีขึ้นในปี 2019 เช่นกัน “And I said to my body. softly. ‘I want to be your friend.’ it took a long breath. and replied ‘I have been waiting my whole life for this.” ― Nayyirah Waheed

2. สุขภาพ

ปีนี้ถ้าให้ต้องประเมินเรื่องการดูแลสุขภาพของตัวเอง ถือว่ายังอยู่ในขั้นที่ยังพัฒนาได้อีกเยอะ ฝนวิ่งๆบ้างหยุดบ้าง ไปเต้นซุมบ้าบ้าง เดินบ้าง ปั่นจักรยานบ้าง แต่ไม่สามารถทำอะไรซักอย่างให้ติดเป็นนิสัยสักอย่าง ปี 2019 ต้องหนักแน่นเรื่องการออกกำลังกายมากขึ้น เพราะฝนสังเกตได้ว่าช่วงไหนที่ฝนออกกำลังกายอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ช่วงนั้นฝนก็จะมี mood ที่ดี ทำงานได้ productive มากขึ้น ไม่ได้รู้สึกปวดเนื้อปวดตัวมาก คือปกติต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมงมาก ช่วงไหนที่ไม่ได้ออกกำลังกายก็จะรู้สักปวดหลัง ปวดคอ ป้าเริ่มแก่แล้วป้าต้องตั้งใจรักษาสุขภาพมากขึ้น ป้าไม่อยากใช้เงินที่หามาได้ไปจ่ายค่ารักษาพยาบาล #ป้างก “Since you cannot do good to all, you are to pay special attention to those who, by the accidents of time, or place, or circumstances, are brought into closer connection with you.” – Saint Augustine

1. ความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์คือสิ่งที่ฝนให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะสำหรับฝนแล้วฝนคิดว่าถึงแม้ว่าเราจะมีหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง perfect มีเงินเดือนเยอะ มีบ้านมีรถดีๆ แต่หากความสัมพันธ์กับคนรัก กับครอบครัวกับเพื่อนของเราไม่ดี เราก็ไม่สามารถรู้สึกว่าเราพึงพอใจกับชีวิตของตัวเองได้อย่างแท้จริง ฝนเป็นคนขี้ลืม และไม่ค่อยเก่งในการติดต่อพูดคุยกับครอบครัวหรือเพื่อนๆที่ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ บางครั้งจึงไม่ได้คุยกับพ่อเป็นเดือน มักคิดว่าเดี๋ยวค่อยโทรๆ แล้วก็ลืม ปลายปี 2018 จึงได้ตั้งกฎใหม่ให้ตัวเองว่าถ้าหากไม่ได้โทรหาพ่อและแม่ระหว่าง week ก็ต้องโทรหาในทุกๆวันเสาร์ คือถ้าตั้งอะไรให้มันเป็นกิจวัตรไว้อย่างนี้ ฝนก็จะไม่ลืม และถ้าฝนไม่ได้โทรไป พ่อและแม่ก็ต้องโทรมา (ทำข้อตกลงกันไว้แล้ว) หลังจากตั้งกฎนี้ขึ้นมาก็ได้มีโอกาสได้คุยกับพ่อแม่ทุก week อิอิ ส่วนความสัมพันธ์กับเพื่อนๆนั้น ฝนมีเพื่อนไม่เยอะค่ะ เพื่อนที่สนิทจริงๆก็มีแค่ไม่กี่คน ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยได้ติดต่อกับเพื่อนๆมากเท่าที่ควรในปี 2018 และปีก่อนๆก็เช่นกัน ปี 2019 จะพยายามมากกว่าเดิมแล้วกันจ้า ส่วนความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัวที่สุดของฝน และน่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้เพราะเราต้องเจอกันทุกวัน ทำงานด้วยกัน วางแผนอนาคตด้วยกัน คือถ้าความสัมพันธ์ของฝนกับนางแย่นี่ชีวิตเหนื่อยค้า โชคดีที่หลังจากแต่งงานกันมา 5 ปีเรายังไม่ได้รู้สึกเบื่อขี้หน้ากัน และเราทั้งคู่ก็เปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะอาร์ชี่นางเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เยอะมากในแต่ละปี จึงทำให้ฝนยังรู้สึกว่า “ อ้อ ยังมีอะไรให้ได้เรียนรู้หลายๆอย่างเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้” ปีนี้อาร์ชี่เลิกเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ นางก็มีเวลาทำอะไรๆของนางเองระหว่างวัน กินข้าวเวลาที่นางอยากกิน ออกกำลังกายเวลาที่นางอยากออกกำลังกาย เราไม่ได้ตัวติดกันตลอดเวลาเหมือนตอนที่นางทำงานในออฟฟิศ ทำให้รู้สึกว่าเรามีระยะห่างให้หายใจได้สะดวกขึ้น รับรู้ได้ว่าความสัมพันธ์ของเราดีขึ้น มีเวลาได้คิดถึงกันระหว่างวันมากขึ้น สำหรับปี 2019, 5 ด้านหลักๆก็จะยังคงเป็นสิ่งที่ฝนให้ความสำคัญที่สุด ฝนรู้สึกว่าถ้าเรา identify ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญจริงๆ เราก็จะเลิกทำสิ่งที่เราคิดว่ามันไม่ได้มีคุณค่าอะไรมากมายกับชีวิตเรา ทำให้เรามีเวลาไปทำสิ่งที่เรารักจริงๆมากขึ้น ชีวิตก็จะโล่งขึ้น เดินไปข้างหน้าได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น “When life is sweet, say thank you and celebrate. And when life is bitter, say thank you and grow.” Have fun in 2019 ka everybody 🙂

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *